เล่าประสบการณ10ปีจากการศึกษาพุทธศาสนา

Sport / Technology / Entertainment / Miscellaneous

Re: เล่าประสบการณ10ปีจากการศึกษาพุทธศาสนา

โพสต์โดย EcZaCi » 08 มี.ค. 2011, 11:53

เข้ามาเป็นลูกค้าอีกคนค่ะ^^

สนใจใฝ่หาทางดับทุกข์เหมือนกัน ต่างกันตรงที่ว่าเริ่มสนใจตั้งแต่สมัย ม.2 (14-15 ขวบได้)
มันรู้สึกทุกข์จัง เหนื่อยจังกับการมีชีวิตอยู่ ทั้งๆที่ชีวิตสบายมากๆ ไม่ต้องทำไรเลยนอกจากเรียน
มีข้าวกิน เสื้อผ้าไม่ต้องซัก งานบ้านไม่ต้องทำ นอนตื่นกี่โมงก็ได้ แม่ใจดี พ่อตามใจ
แล้วเราต้องตอบแทนสิ่งดีๆให้ท่านด้วยการเรียนให้ดี เป็นคนดี เรียนให้พ่อแม่ภูมิใจปลื้มใจ...(เหนื่อยมาก)
ลึกๆ ก็พยายามแสวงหาความหมายของการเกิดมาบนโลกนี้ .... เราจะเกิดมาทำไม เกิดเพื่ออะไร
มาเรียนๆๆๆ ทำงานๆๆๆๆ เก็บเงินไว้ใช้ตอนแก่ แล้วก็ได้แก่สมใจ แล้วก็ต้องตาย ไม่เห็นจะมีอะไรเลย
ขวนขวายแทบตาย สุดท้ายจะยาจกหรือเศรษฐี จะดอกเตอร์หรือจบ ป.4 ก็ตายอยู่ดี ไม่มีอะไรเอาไปได้
(แอบคิดเล่นๆ คนตายตั้งแต่เด็กๆนี่โครตคุ้ม ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องเก็บเงิน เพราะสุดท้ายทุกคนก็ตายอยู่ดี ตายเร็วคุ้มสุดๆ :lol: )
ความคิดมักจะสวนทางกับคนที่แสวงหาแต่ความสุขจากภายนอก จากการเที่ยว จากของกินดีๆ จากเสื้อผ้าอาภรณ์
เรารู้สึกว่างั้นๆ มันไม่ใช่สุขสุดๆ นี่ไม่ใช่สิ่งที่อยากได้สุดๆ จนกลายเป็นคนไม่ติดแบรนด์เนม ใช้แค่พออยู่ได้
ผ่านมา 15 ปี (อายุ 30 ปี) ถึงได้เจอหนทาง.........เจอสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้เมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว
ทั้งๆที่ก็เคยถือศีล (ถือบ้างไม่ถือบ้าง) เคยนั่งสมาธิ (แต่ไม่ถูกหลักเท่าไหร่) และก็เคยคิดว่าตัวเองมีปัญญา 55555
แต่การได้ไปปฏิบัติธรรม 8 วัน ที่วัดป่าเจริญราช เมื่อศีล+สมาธิ+ปัญญาอย่างแท้จริง ก็ทำให้เจอคำตอบที่รอมากกว่า 15 ปีซะที^^

เข้าใจแล้วว่าพระพุทธเจ้านิพพานได้ยังไง.........หลักการ ง่ายๆ จริงๆ แต่ทำยากมากกกกกกกกกกกกกก T T
ภาพประจำตัวสมาชิก
EcZaCi
 
โพสต์: 195
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ก.ค. 2007, 00:06
ที่อยู่: Samutprakarn







Re: เล่าประสบการณ10ปีจากการศึกษาพุทธศาสนา

โพสต์โดย EcZaCi » 08 มี.ค. 2011, 11:56

รอฟังและเป็นกำลังใจให้เจอทางออกเร็วๆนะคะ สู้ๆๆ :biggrin:
ภาพประจำตัวสมาชิก
EcZaCi
 
โพสต์: 195
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ก.ค. 2007, 00:06
ที่อยู่: Samutprakarn

Re: เล่าประสบการณ10ปีจากการศึกษาพุทธศาสนา

โพสต์โดย omegaboy » 10 มี.ค. 2011, 19:57

ต่อๆครับ

ผมจะบอกว่า 10ปี ที่ผมได้คื อ กระบวนการปฏิบัติธรรมทั้งหลาย คือ อุบาย ครับ

อุบายที่จะทำให้เราเห็นถึง ความคิด หรื อจินตนาการ ในระดับที่เข้มข้นขึ้น

เพื่อที่จะเห้น ได้ชัดเจน ได้เข้าใจ

ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าท่านได้อ่านเรื่องที่ผมเขียนตั้งแต่ต้นจน มาถึงตอนนี้ ท่านมีความรู้สึกได้ไหมว่า ท่านได้จินตนาการตามที่ผมเล่า
ซึ่งแต่ละคนก็จินตนาการไม่เหมือนกัน

เรื่องแบบนี้มันหักมุมมากๆ
omegaboy
 
โพสต์: 214
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ม.ค. 2006, 15:47

Re: เล่าประสบการณ10ปีจากการศึกษาพุทธศาสนา

โพสต์โดย omegaboy » 10 มี.ค. 2011, 20:05

....อย่าคิดมาก

....ทำจิตให้ผ่องใส

....ทำความดี ละเว้น ความชั่ว

...ไม่ยึดมั่นถือมั่น

...ปล่อยวาง

...ไม่มีตัวตนแท้

เหล่าล้วนแต่เป็นกระบวนที่จะพยายามกระทำใดๆต่อจินตนาการ ต่อความคิด หรื อความรู้สึกใดๆที่ท่านได้รับรู้

ซึ่งไม่ใช่ทางที่จะดับทุกข์ได้จริง ยิ่งทำยิ่งทุกข์

แต่ ทางจริงๆ เจ๋งกว่านั้น

คือ ปล่อยให้คิดเยอะๆไปเลย แล้ว วิ่งผ่านความคิดเหล่านั้นโดยไม่ต้องทำอะไร ยิ่งรู้สึกตัวว่าคิดมากๆยิ่งดี

อุปมา เหมือน แม่น้ำ ที่มีขอนไม้ลอยน้ำ โดยที่เราต้องวิ่งเหยียบบนขอนไม้ เพื่อมิให้ตกลงลำน้ำ

ยิ่งขอนไม้ลอยมาเยอะๆ ติดๆกันยิ่งดี เราก็วิ่งได้ง่ายขึ้น
เปรียบเหมือนขอนไม้นั้นคื อความคิด

ยิ่งลอยมาเยอะเราก็แทบไม่ต้องกังวลที่รอรอขอนไม้ให้มาหาเราเลย
จึงเหมือนมิได้ทำอะไรเลย


ยิ่งเราเรารู้สึกว่าเราคิดได้เยอะๆยิ่งดี
omegaboy
 
โพสต์: 214
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ม.ค. 2006, 15:47

Re: เล่าประสบการณ10ปีจากการศึกษาพุทธศาสนา

โพสต์โดย omegaboy » 10 มี.ค. 2011, 20:14

จมูกสูดกลิ่น


ตา มีหน้าที่ ดู

หู ฟัง

ผิว สัมผัส

ลิ้นรสอาหาร


แต่ ไม่มีใครบอกเราเลยเลย ว่าใจ ทำหน้าที่อะไร

เพราะเราไม่เข้าใจ หน้าที่ของใจ เราเลย ต้องทุกข์


เพราะใจ ทำหน้าที่ ผลิตทุกอย่าง เน้นว่าทุกอย่าง ความเหงา ความเศร้า ความโลภ ความสารพัด ที่เราจะเรียกชื่อ

หรือที่เรารับรู้ได้ โดยสิ่งที่เรารับรู้ อาจเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่รู้สึกได้


ก็แค่นั้นเอง ผลิตก็ผลิตไป แต่ส่วนมากเขาจะสอนให้ไปกระทำใดๆ กับ ผลผลิตของใจ

แต่อย่าลืมว่า ผลผลิตของใจไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน เป็นแค่จินตนาการ

เราจะไปทำอะไรได้อย่างไร

ถึงไม่ทำ มันก็สลายไปเองอยู่แล้ว

แค่เข้าใจ หน้าที่ ของ ใจ

10ปีของผมได้แค่นี้จริงๆ
omegaboy
 
โพสต์: 214
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ม.ค. 2006, 15:47

Re: เล่าประสบการณ10ปีจากการศึกษาพุทธศาสนา

โพสต์โดย EcZaCi » 11 มี.ค. 2011, 12:16

ขอแชร์บ้างนะคะ...ถูกต้องแล้วค่ะ "เรามาศึกษาธรรมะเพื่อดูจิตดูใจเรา"

หากจะอธิบายกศุโลบายทางธรรมะด้วยวิทยาศาสตร์ (ในแบบที่ดิฉันคิดได้นะ)
ทุกวันนี้เราหายใจ กิน เดิน ขับรถ หลับนอน ทำไปด้วยระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic System)
เรากินข้าวหมดจาน ล้างจาน หรือขับรถกลับบ้านโดยความเคยชิน โดยบางครั้งก็ไม่รู้ตัว มันคือความเคยชินที่สมองเมมโมรี่ไว้
เราตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่เป็นพื้นฐานในชีวิตโดยไม่จำเป็นต้องไตร่ตรอง เช่น ผลักประตู แอบเผลอก่นด่าหรือนินทาคน
ทุกสิ่งคือการควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติทั้งสิ้น

แล้วทำไมพุทธศาสนาถึงสอนให้เรานั่งสมาธิ........แล้วจะนิพพาน...??
ก่อนจะเข้าใจนิพพานต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมถึงเกิด
ตามคำสอนเรื่อง "ปฏิจจสมุปบาท" สรุปง่ายๆ คือ ไม่มีกรรมต่อกัน...ก็ไม่เกิดใหม่และไม่ต้องมาชดใช้กรรมต่อกัน
การจะไม่มีกรรมต่อกันคือ ทำตามหลักมรรคมีองค์ 8 คือ สัมมาอาชีพ สัมมาวาจา ฯ สรุปคือให้เป็นคนดี (ไร้กรรม หรือกรรม เป็น 0%)
ในชาติสุดท้ายของพระพุทธองค์ เมื่อเสด็จไปไหน จะมีเทวดาเอากลีบบัวมาโรยตามทางให้เท้าเหยียบไม่ติดพื้น
จะได้ไม่เหยียบมด เหยียบแมลง ให้เกิดกรรมต่อกันอีก พระพุทธองค์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และไม่ก่อกรรมจนกรรมเป็น 0%
ไม่ยึดมั่น ถือมั่น เรียกว่า อนัตตา เมื่อวิญญาณออกจากร่างจึงไม่ยึดทีจะอยู่ต่อในภพใด ไม่มีกรรมที่ต้องชดใช้ จึงเกิดการดับสูญ
ภาพประจำตัวสมาชิก
EcZaCi
 
โพสต์: 195
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ก.ค. 2007, 00:06
ที่อยู่: Samutprakarn

Re: เล่าประสบการณ10ปีจากการศึกษาพุทธศาสนา

โพสต์โดย EcZaCi » 11 มี.ค. 2011, 12:35

ทำไมต้องนั่งสมาธิ...???
การจะเกิดกรรมได้ เกิดได้ 3 ทางคือ กายกรรม(กรรมจากทางกาย) วจีกรรม(กรรมจากวาจา) และมโนกรรม (กรรมจากจิตใจ)
- การนั่งสมาธิ ขาทับกัน มือก็วางทับกัน คือการหยุดกรรมอันเกิดจากกาย หรือหยุดกายกรรม จะตบยุงก็ไม่ได้ จะตบตีใครก็ไม่ได้
- การนั่งสมาธิ จะเกิดการปิดวาจา คือการหยุดกรรมอันเกิดจากวาจา หรือหยุดวจีกรรม จะด่าใครก็ไม่ได้ พูดส่อเสียดใครก็ไม่ได้
- การนั่งสมาธิ มีอย่างเดียวที่ยาก คือการหยุดมโนกรรม อันนี้หล่ะที่ยากมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ........
คนส่วนใหญ่มักนั่งแล้วคิด คิดถึงอดีตที่เคยทำมาก่อน ไม่ว่าจะกรรมดีหรือกรรมเลว นึกถึงคนที่เคยรู้จัก คิดโน่นคิดนี่
นึกด่าคนโน่นคนนี้ ด่าสามี ลูกที่บ้าน ตำหนิเพื่อนร่วมงาน บ่นหัวหน้า (ปากพูดไม่ได้เพราะนั่งสมาธิแต่ใช้ใจใช้ความคิดด่า)
บ้างก็คิดถึงอนาคต จะถูกหวย จะรวย จะทำโน่นทำนี่ ฟุ้งไปเรื่อย มันไม่ใช่...!!!

การนั่งสมาธิที่ถูกต้อง เลยต้องมีการกำหนด แต่ละสำนักก็กำหนดต่างกัน เช่น สายยุบหนอ-พองหนอ, สายพุท-โธ ฯ
การกำหนดตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออกเพื่อคอยระวังไม่ให้เราก่อกรรมอันเกิดจาก มโนกรรม ต้องหยุดให้ได้

แต่อย่างที่พี่ omegaboy ว่ามาค่ะ .... คือถ้าหยุดความคิดตัวเองไม่ได้ ก็แค่เฝ้ามองความคิด คอยระวัง แล้วค่อยๆดึงกลับมาที่การภาวนา
เพียงแต่อย่าปล่อยให้ฟุ้งอยู่นาน ให้รีบดึงเข้ามา สังเกตพระพุทธเจ้าตอนใกล้จะตรัสรู้ มีพญามาร มีลมพายุ มีคนขับกล่อมเพลงให้ฟัง
ล้วนแล้วแต่ดึงให้ลุ่มหลงไปกับ รูปเสียงกลิ่นนาม ท่านจึงเร่งภาวนา เหล่าพญามาร เสียง หรือความคิดต่างๆ จึงหายไป
จนเกิดสมาธิและตรัสรู้ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทั้ง 3 องค์เคยตรัสรู้มาก่อน ..

หากภาวนาอย่างถูกวิธี เราจะเจอสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งนั่นก็คือ เราจะแยกกายออกจากจิตได้
เราจะไม่ได้หายใจด้วย autonomic system แต่เราหายใจเพราะเรากำหนดเอง กายทั้งกายถูกกำหนดโดยจิต นั่นคือสภาวะญาณซึ่งมีหลายระดับ
เมื่อหยุดภาวนา หยุดยุบหนอ พองหนอ ก็คือหยุดหายใจ..........แต่ไม่ต้องกลัว เราไม่ตาย เพราะเมื่อนั้นร่างกายจะมีการสะดุ้งเฮือก
เพื่อกลับมาใช้ autonomic อีกครั้ง เราก็ต้องมาเริ่มนับ 1 กันใหม่ จิตจะถูกดึงขึ้นสู่ ญาณขั้นแรกๆ หรือ สมาธิขั้นแรก ๆ และทำสมาธิใหม่

การนั่งสมาธิ จะเป็นบุญอันสูงสุด เพราะตลอดเวลา 30 นาที, 1 ชั่วโมง, 2 ชั่วโมงที่นั่งได้ จะไม่เกิดกรรมเลย ไม่ว่าจะกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม พระอาจารย์ท่านจึงสั่งสอนกันมาว่า หลังจากนั่งสมาธิแล้วจึงควรแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้นี้ให้กับเทวดา วิญญาณ
หรือแม้แต่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ให้ร่วมรับส่วนกุศลอันนี้ เพราะสูงยิ่งกว่าการใส่บาตร ทำบุญใดๆ (เป็นจาคะธรรมดา บางคนให้ก็ขอพรด้วยนั่นคือโลภะ) อนุโมทนาสำหรับความรู้ที่มาช่วยกันแชร์ค่ะ .... สาธุ
ภาพประจำตัวสมาชิก
EcZaCi
 
โพสต์: 195
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ก.ค. 2007, 00:06
ที่อยู่: Samutprakarn

Re: เล่าประสบการณ10ปีจากการศึกษาพุทธศาสนา

โพสต์โดย konis » 11 มี.ค. 2011, 15:23

มาเป็นกำลังใจนะค้า
นิพพาน ก็คือการหลุดพ้นจากความทุกข์ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด
พระพุทธเจ้า ค้นพบ อริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ง่ายๆก็มีทุกข์ที่ไหน ก็ดับมันที่ตรงนั้น ถ้าทุกข์ใจจากความเหงา
เราก็รู้แล้วว่าเราทุกข์ที่ใจ เราก็จับที่ความรู้สึก ใจกำหนด แต่ไม่ต้องไปรู้สึก
ทุกอย่างมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ก็เหมือนความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่ใจ
ความเหงาเกิด ความเหงาอยู่ แล้วความเหงาก็ดับไป แล้วด้วยความ
ที่ใจเรามันไม่เคยหยุดนิ่ง แต่ละวันมันเที่ยวเกิดดับของความรู้สึกร้อยแปด
ทำให้เรารู้ว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แล้วเราจะปล่อยวาง
การที่ไปยึดความรู้สึกใด จึงไม่ทำให้ทุกข์หายไป
ยิ่งไปยึดกับคำว่านิพพาน ยิ่งจะทำให้ยากต่อการปล่อยวาง
ถึงที่สุดแล้วพระพุทธเจ้าจึงบอกว่านิพพานไม่มี เพราะท่านไม่ยึดติดกับสิ่งใดเลย
การกำหนดลมหายใจ คือการทำให้เรารู้ตัว แต่ไม่ใช่ยึดติด และหลงไปกับความสบาย
ที่สุดแล้ว ตัวของเราไม่มี กายของเราไม่มี ความสบายจึงไม่มี (ละตัวกูของกู พุทธทาสภิกขุ)

หนูเพียงแต่อยากแบ่งปันความคิดเห็นเท่านั้นนะคะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
konis
 
โพสต์: 158
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ม.ค. 2007, 10:37
ที่อยู่: ขอนแก่น

Re: เล่าประสบการณ10ปีจากการศึกษาพุทธศาสนา

โพสต์โดย kinder » 21 มี.ค. 2011, 00:14

ก่อนอื่นขออนุโมทนาทุกท่านที่สนใจ ศึกษาพุทธศาสนา อ่านเรื่องที่เล่ามา คล้ายกับผมแต่ของคุณจะไปไกลมากกว่า
ของผมประมาณ1ปี แล้วมามีโอกาศได้ฟังธัมมะ ที่เป็นธัมมะ อย่างที่ไม่เคยฟังที่ไหนมาก่อน ขณะนี้ฟังต่อเนื่องทุกวัน
วันละหลายชั่วโมงมาประมาณ 5ปีแล้ว โดยไม่ต้องไปค้นหาที่ปฏิบัติธรรมที่ไหน เพราะ พระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้
นั้นเป็นสิงที่ธรรมปรากฎตามความเป็นจริง เป็นสัจธรรม ชึงสามารถอบรมจนเกิดปัญญาได้ แต่ขอบอกว่า ผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน
จมประจักษ์แจ้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แม้แต่ตัวผมเอง ถ้าสนใจคิดจะศึกษาพระธรรม โดยเริ่มจากการฟังให้เข้าใจก่อน ที่จะไปปฏิบัติธรรม
ผมแนะนำ dhammahome.com โดย อ.สุจินต์ บริหารวณเขตต์ ฟังวิทยุ AM 675 [6:00-7:00} AM 945 [12:30-13:00]
kinder
 
โพสต์: 14
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 มี.ค. 2011, 17:26

Re: เล่าประสบการณ10ปีจากการศึกษาพุทธศาสนา

โพสต์โดย EcZaCi » 21 มี.ค. 2011, 10:30

หากมีที่ปฏิบัติธรรมดีๆ ก็แนะนำกันได้นะคะ

คำว่าดีๆ ไม่ได้หมายถึงสถานที่ สะดวกสบาย แต่หมายถึง หลักคำสอนและแนวปฏิบัติ
แม้จะมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือนิพพาน แต่ว่าแต่ละวัดแต่ละสำนัก
บ้างก็เลือกมาเพียงธรรมะเบื้องต้น เพียงให้คนเป็นคนดี ทำดี กตัญญูต่อพ่อแม่ ซื่อสัตย์ ไม่โลภโกรธหลง
วกวนอยู่แต่เรื่องในชีวิตประจำวัน ส่วนเรื่องการเจริญสติปัฏฐาน4 เรื่องปฏิจจสมุปบาท
ยากเหลือเกินที่จะได้ฟังในวัดทั่วๆไป
เราอยู่บนโลกนี้มา 30 ปี ถึงเพิ่งได้ฟัง ถึงเพิ่งได้เข้าใจแก่นของธรรมะของพระพุทธองค์ น่าเศร้าใจจริงๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
EcZaCi
 
โพสต์: 195
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ก.ค. 2007, 00:06
ที่อยู่: Samutprakarn

Re: เล่าประสบการณ10ปีจากการศึกษาพุทธศาสนา

โพสต์โดย kinder » 21 มี.ค. 2011, 22:05

EcZaCi เขียน:หากมีที่ปฏิบัติธรรมดีๆ ก็แนะนำกันได้นะคะ

คำว่าดีๆ ไม่ได้หมายถึงสถานที่ สะดวกสบาย แต่หมายถึง หลักคำสอนและแนวปฏิบัติ
แม้จะมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือนิพพาน แต่ว่าแต่ละวัดแต่ละสำนัก
บ้างก็เลือกมาเพียงธรรมะเบื้องต้น เพียงให้คนเป็นคนดี ทำดี กตัญญูต่อพ่อแม่ ซื่อสัตย์ ไม่โลภโกรธหลง
วกวนอยู่แต่เรื่องในชีวิตประจำวัน ส่วนเรื่องการเจริญสติปัฏฐาน4 เรื่องปฏิจจสมุปบาท
ยากเหลือเกินที่จะได้ฟังในวัดทั่วๆไป
เราอยู่บนโลกนี้มา 30 ปี ถึงเพิ่งได้ฟัง ถึงเพิ่งได้เข้าใจแก่นของธรรมะของพระพุทธองค์ น่าเศร้าใจจริงๆ


ก่อนอื่นต้องถามตัวเราว่า จุดประสงค์ที่จะปฏิบัติธรรม เพื่ออะไร ไม่ใช่ใครบอกให้ทำอะไรก็ทำตามวิธีที่เขากำหนด
เอาแค่คำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา เราก็ควรคิด พิจารนาได้ว่าจะไปปฏิบัติธรรมได้อย่างไร
ผมเคยทำแบบที่ไม่เข้าใจมาก่อน ขณะนี้ผมมีจุดประสงค์ ที่จะฟังธัมมะ ให้เข้าใจมากที่สุดชนิดว่าไม่หวังผลมาก
คงต้องมีข้อสงสัยเป็นอย่างมาก เข้าไปดูใน dhammahome.com ที่กระดานเสวนา มีคนเข้าไปถามเยอะมาก
เป็นกำลังใจนะ กว่าผมจะค่อยๆเริ่มเข้าใจก็ใช้เวลาฟังอย่างมากและก็ต้องฟัง ตรึก พิจารณา ไตร่ตรอง เนืองๆ
เราไม่ควรประมาทในพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรมที่ทรงแสดง 45 พรรษา ไม่ง่ายเลย แต่สามารถ
อบรมให้เข้าใจได้ พร้อมที่จะ จับด้ามมีด หรือยัง ศึกษาพระอภิธรรม เพื่อรู้เข้าใจ แล้วจึงจะละได้ ตามกำลังของสติ
kinder
 
โพสต์: 14
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 มี.ค. 2011, 17:26

Re: เล่าประสบการณ10ปีจากการศึกษาพุทธศาสนา

โพสต์โดย omegaboy » 28 มี.ค. 2011, 09:34

การศึกษา ธรรมะสำหรับ แทบไม่จำเป็นต้องมีอาจารย์เลย
เพราะ เราเป็นผู้ศึกษาอยู่แล้ว อาศัยแค่ผุ้ชี้แนะเท่านั้นเอง ซึ่งจะเจอเองเมื่อถึงเวลา

ทุกท่านเป็นผุ้ศึกษาอยู่แล้ว

ถ้าศึกษาใน ประวัติดี พระพุทธเจ้าก็ไม่เคยจะยกตัวเองเป็นอาจารย์เลย ชี้แนะ แล้วก็ต่างคนต่างอยู่

สาวกบางคน ก็ยังยึดติดกับท่าน จนท่านถึงกับต้องแสดงปฏิหาร (ตรงนี้ผมอาจสะกดผิด )เพื่อที่จะล้างภาพออก

และกระนั้น ท่านยังมีเครื่องป้องกัน ไม่ให้ ผู้ศึกษาหลงไปในทางที่ไม่ควร

คือ การโยนิโสนมสิการ การใช้เหตใช้ผล การพิจารณาในธรรม

ตัวอย่าง ถ้ามีคนถามว่า 2+2 เท่ากับเท่าไหร่ ท่านสามารถตอบว่า4 ได้เลย

แต่ถ้าไปถามเด็ก อนุบาล เด็กมันจะถามว่า ทำไมต้องเท่ากับ4
แล้ว 2 คืออะไร
+ คืออะไร
แล้วทำไมต้อง+

ถ้าท่านที่มีลูกเล็กๆน่าจะเข้าใจดี

การพิจารณาธรรม นั้น อาศัย การไม่เชื่อในสิ่งใดง่ายๆ แต่ว่ารับฟัง

จะว่าโง่ก็ไม่โง่ จะว่าฉลาดก็ไม่ฉลาด แต่ไม่ปิดกั้น

ท่านลอง เข้าไปฟัง คนนี้ดู

http://dangguitar.web.officelive.com/default.aspx

ผมอยากบอกว่า การศึกษา ธรรมะ ตัวท่านเอง คือ อาจารย์ตัวเอง

สิ่งที่นอกเหนือจะตัวท่าน จะเป็นอย่างมากก็แค่ผู้ชี้แนะเท่านั้น

โยนิโสมนสิการ = ความคิด
omegaboy
 
โพสต์: 214
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ม.ค. 2006, 15:47

Re: เล่าประสบการณ10ปีจากการศึกษาพุทธศาสนา

โพสต์โดย kinder » 02 เม.ย. 2011, 00:39

พระพุทธเจ้ามิได้ทรงแต่งตั้งศาสดาแทนพระองค์ ขณะนี้เราสามารถที่จะศีกษาพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงได้
จากพระไตรปิฏกที่พระอรหันต์ได้รวบรวมไว้เป็นทางให้เรารู้ตามเหตุกาลต่างๆในสมัยนั้น 2500กว่าปีแล้ว ถ้าใน
สมัยนี้พวกเราชาวพุทธไม่สนใจที่จะศึกษาพระพุทธศาสนาตามพระไตรปิฏกก็เป็นที่คิดว่า ในกาลต่อไปภายหน้า
คงไม่มีใครสามารถเข้าใจ อรรถะและพยัญชนะ ในพระไตรปิฏกได้ แนะนำ www.84000.org/ เป็นหลักฐานใช้
เทียบเคียงว่าผู้ศึกษาเข้าใจตรงตามพระธรรมวินัยหรือไม่ ผู้ที่เทสนาสอนธัมมะก็เปรียบเสมือน ผู้อ่านสารจากพระราชา
ซี่งต้องถูกต้องอย่างยิ่ง อย่างนี้แล้วเราจะเชื่อใครถ้าเราไม่ศึกษาด้วยตัวเราเอง
kinder
 
โพสต์: 14
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 มี.ค. 2011, 17:26

Re: เล่าประสบการณ10ปีจากการศึกษาพุทธศาสนา

โพสต์โดย Ham bun » 06 เม.ย. 2011, 05:11

omegaboy เขียน:แต่ครับ แต่

ยิ่งทำ ยิ่งทุกข์หนัก โอ้แม่เจ้า

เพราะวันหนึ่งๆ ผมมีแต่คิดและรู้สึกเรื่อง อุบาท ทั้งนั้น

ทั้งที่ผิดศีลทั้งนั้น แต่ไม่ได้แสดงออกมาทางการกระทำนะครับ

ผมละเครียด นิพพานก็ไม่เห็นฝั่ง

ความชั่วก็พอกพูน


ผมลืมบอกไป ว่า การที่ผมพยายามจะดีดความคิดออก

ช่วงนั้น มันจะ อาการ มีความรู้สึก สารพัดออกมาเยอะมาก


แต่ผมยอมแพ้ เพราะ ว่า ตอนกลางวันเราสามารถดีดออกได้ แต่ เวลานอนหลับมันก็ยังมีความคิดชั่วๆออกมาอีกอยู่ดี

ออกมาทางฝัน ทุกอย่างที่ออกมาจากใจ ภาพ แสง สี เสียง ถ้า ผิดศีล ผมถือว่าเป็นกิเลสทั้งนั้น

คล้ายๆกันเลยค่ะ
Ham bun
 
โพสต์: 63
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ส.ค. 2009, 02:16

Re: เล่าประสบการณ10ปีจากการศึกษาพุทธศาสนา

โพสต์โดย omegaboy » 06 เม.ย. 2011, 07:42

คุณ อยากลองเล่นอะไรแปลกๆ แบบเหนือโลกไหมครับ

ชุดที่1
คุณนั่งอยู่ในห้องๆ เงียบ ซักครึ่งวันหรือ นานๆ ยิ่งดี โดย ไม่มี ทีวี ไม่มี วิทยุ ไม่มี หนังสือ ไม่มี โทรศัพท์ ไม่มีเพื่อนคุย
ไม่มีสิ่งฆ่าเวลาทั้งหลาย ยิ่งเป็นห้องหรือสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยยิ่งดีๆ

ชุดที่ 2

เวลาคุณไม่สบายหรือ ทุกข์ใจ โดย ห้ามพยายามดับทุกข์เด็ดขาด ไม่ว่าวิธีใดก็ตาม

การทำแบบนี้ต้องอาศัยทุกข์เป็นวัตถุดิบ ยิ่งทุกข์เยอะๆยิ่งดี

ลองสังเกตตั้งแต่ตอนเริ่มต้นทุกข์จน จนหายทุกข์ใจ ว่าทุกข์เริ่มเมือใด และ หายไปเมื่อใดสังเกตแค่2อย่างเอง ระหว่างนี้มีอะไรเกิดขึ้นที่ใจเราบ้าง



3 หาเรื่องทุกข์ จริงๆ ในชีวิต เรามันจะหาช่วงทุกข์จริงๆ ก็ไม่กี่เรื่องหรอกครับ เรามาเพิ่มทุกข์กันเพื่อทำวัตถุดิบโดย

การถือศีล ทุกลมหายใจทุกขณะจิต คุณจะเห็นว่า ความคิดของคุณ มันจะขัดแย้งกับศีลตลอด ไม่ต้องถึง2ร้อยกว่าข้อก็ได้นะครับ

เอาแค่ศีล5ก็ได้ส่วนของกระผมเอง ผมจริงจังมาก ทุกครั้งที่ผิดศีล ผมจะทุกข์ใจมาก เลยมีทุกข์ได้ง่ายๆถือว่าโชคดีมากๆ

ตรงนี้คงต้องแล้วแต่คนด้วย ส่วนผมสามารถทุกข์ได้แทบจะทุกขณะจิตที่ผิดศีล 55+

ทั้ง3ข้อ นี้ เป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ลองทำดูเล่นๆสนุกๆ

เดี๋ยวงวดหน้าผมต่อนะ
omegaboy
 
โพสต์: 214
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ม.ค. 2006, 15:47

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง ไอริชคอฟฟี่

ผู้ใช้งานขณะนี้

New Document